Henford-on-Bagley
ถ้าอยากให้ซิมทิ้งชีวิตวุ่นวายในเมืองไปอยู่บ้านสวน ตื่นเช้ามาเก็บไข่ไก่ รีดนมวัว แล้วเดินไปนั่งจิบเบียร์ที่ผับประจำหมู่บ้าน Henford-on-Bagley คือคำตอบ เมืองนี้จำลองบรรยากาศชนบทอังกฤษได้ละเอียดจนรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำจริงๆ ทั้งบ้านหลังคามุงจาก รั้วไม้เก่าๆ ทุ่งดอกไม้ป่า ไปจนถึงเสียงไก่ขันตอนเช้า
กำเนิดจาก Cottage Living
Henford-on-Bagley เป็น world ที่มาพร้อม The Sims 4: Cottage Living วางจำหน่ายวันที่ 22 กรกฎาคม 2021 จัดเป็น world ประเภท Residential ทีมออกแบบได้แรงบันดาลใจจากชนบทอังกฤษ โดยเฉพาะย่าน Cotswolds ที่ขึ้นชื่อเรื่องบ้านหินสีน้ำผึ้งกับทุ่งหญ้าเขียวขจี ธีมหลักของแพ็คนี้คือการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม ปลูกพืชผัก และใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ต่างจากโลกแบบเมืองใหญ่ที่ The Sims 4 เคยมีมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เมืองนี้มีขนาดค่อนข้างกะทัดรัด แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ย่าน รวมทั้งหมด 12 ที่ดินให้ซิมเลือกปลูกบ้าน แต่ละย่านออกแบบมาให้มีบุคลิกต่างกันชัดเจน ตั้งแต่หมู่บ้านที่คึกคักด้วยผู้คน ไปจนถึงป่าเงียบสงบที่เต็มไปด้วยตำนานท้องถิ่น
ย่านต่างๆ ใน Henford-on-Bagley
Finchwick คือหมู่บ้านโรงสีเก่าริมแม่น้ำ Bagley ที่ภาคภูมิใจในความเป็นชุมชนแน่นแฟ้น จัตุรัสกลางหมู่บ้านมีทั้งผับและแผงขายของเล็กๆ ท่ามกลางสวนดอกไม้บาน เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่แวะเวียนมาตลอด ทุกสัปดาห์ที่นี่จะจัดงาน Finchwick Fair ซึ่งมีนายกเทศมนตรีของเมืองมาเป็นกรรมการตัดสินการประกวดด้วยตัวเอง พร้อมนินทาข่าวคราวล่าสุดของชาวเมืองไปด้วยในตัว
Old New Henford เป็นย่านเนินเขาลูกคลื่น มีคฤหาสน์หรูหราและสวนชุมชนเล็กๆ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านนี้มีเสน่ห์ที่สุดคือประวัติการตั้งชื่อที่ชวนขำ เดิมทีย่านนี้ชื่อ Little Henford แต่ชาวบ้านอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์เลยเปลี่ยนชื่อเป็น New Henford โดยลืมแจ้งหน่วยงานทำแผนที่ระดับประเทศ ผลคือย่านนี้หายไปจากแผนที่อย่างเป็นทางการนานถึงสองสัปดาห์ พอจะขอกลับเข้าระบบใหม่ก็ต้องเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง ชาวบ้านเลยโหวตเลือกชื่อ Old New Henford ซึ่งชนะตัวเลือกอย่าง New New Henford ไปแค่คะแนนเดียว
The Bramblewood คือผืนป่าที่เป็นบ้านของนกป่า กระต่าย และสุนัขจิ้งจอกมานาน บรรยากาศในป่าแห่งนี้ทั้งสวยงามและลึกลับ มีทั้งจุดซ่อนของขวัญเล็กๆ ไว้ใต้รูปปั้น Sophie the Snail มุมวาดภาพริมน้ำตก Cordelia Falls การหาเก็บเห็ดป่า ไปจนถึงซากปรักหักพังที่ชื่อ Isle of Volpe ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดนัดพบของคู่รักในตำนาน
ตัวละครเด่นใน Henford-on-Bagley
Henford-on-Bagley มาพร้อม 4 ครอบครัวสำเร็จรูปกับ NPC ประจำเมืองอีก 7 คน ที่ผูกเรื่องราวกับวิถีชีวิตชนบทได้แนบเนียน
Ian Moody และ Derek McMillan คือคู่รักวัยเกษียณที่ย้ายมาอยู่กระท่อมของครอบครัว Derek หลังทำงานออฟฟิศมานานหลายปี ทั้งคู่ใช้ชีวิตแบ่งเวลาระหว่างการผจญภัยและความสงบแบบชนบท
ครอบครัว Watson นำโดย Thomas และ Rahmi พร้อมลูกสามคนคือ Rashidah, Imran และ Maira เป็นครอบครัวที่รับช่วงต่อที่ดินทำฟาร์มของตระกูล แต่ Thomas เริ่มแบกภาระหนักเกินตัว ความสัมพันธ์ในครอบครัวเลยตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
Cecilia Kang คืออดีตสาวเมืองใหญ่ที่หัวใจสลายจากความรัก เลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่างมาอยู่กับแปลงผักเล็กๆ และฝูงไก่ของตัวเอง ยังคงเปิดใจรอใครสักคนมาแบ่งปันชีวิตด้วย
Sara และ Simon Scott คือเจ้าของ The Gnome’s Arms ผับสุดที่รักของ Finchwick ที่ใช้ชีวิตตามฝันของตัวเองเต็มที่
ส่วน NPC ประจำเมืองที่โดดเด่นที่สุดคือ Lavina Chopra นายกเทศมนตรีของ Henford ผู้ทำหน้าที่กรรมการตัดสินการประกวดในงาน Finchwick Fair ทุกสัปดาห์ โดยมีลูกชายชื่อ Rahul Chopra เป็นคนส่งของชำในเมือง อีกคนที่น่าสนใจคือ Michael Bell ผู้ดูแลสัตว์ประจำเมือง (Creature Keeper) ที่คอยช่วยเหลือเรื่องสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
แต่ตัวละครที่เชื่อมโยงกับจักรวาล The Sims มายาวนานที่สุดในเมืองนี้คือ Agnes Crumplebottom ซึ่งเปิดแผงขายผักผลไม้เล็กๆ ในจัตุรัสหมู่บ้านร่วมกับลูกพี่ลูกน้องของเธอ Agatha Crumplebottom เธอคือ NPC ในตำนานที่ปรากฏตัวมาตั้งแต่ยุค The Sims ภาคแรก มีชื่อเสียงเรื่องการตีกระเป๋าถือใส่ซิมคู่ไหนที่กล้าแสดงความรักกันในที่สาธารณะใกล้ตัวเธอ การได้เจอเธออีกครั้งใน Henford-on-Bagley ถือเป็นการนำตัวละครคลาสสิกกลับมาให้แฟนเก่าได้เห็นหน้าค่าตากันอีกครั้ง นอกเหนือจากนี้ Henford-on-Bagley ยังไม่มีตัวละคร legacy อื่นที่ผูกกับแพ็คก่อนหน้าโดยตรง
กิจกรรมน่าสนใจที่ทำได้ใน Henford-on-Bagley
หัวใจของ Cottage Living คือการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม ซิมเลี้ยงไก่ได้ในเล้าไก่เพื่อเก็บไข่ไปทำอาหาร เลี้ยงวัวในโรงเลี้ยงสัตว์เพื่อรีดนมสด และปรับรสนมให้เป็นรสพิเศษได้ด้วยการให้อาหารเฉพาะทาง ส่วนลามะเลี้ยงไว้ตัดขนได้ นำขนไปใช้ในงานฝีมือแนวใหม่ที่แพ็คนี้เพิ่มเข้ามาคืองาน Cross-Stitching หรือปักผ้าครอสติช ใช้ทำของตกแต่งบ้านและของขวัญจากขนลามะที่เก็บได้
นอกจากสัตว์ในฟาร์ม The Bramblewood ยังเต็มไปด้วยสัตว์ป่าอย่างกระต่ายและสุนัขจิ้งจอกที่ซิมสร้างความสัมพันธ์ด้วยได้ ยิ่งสนิทกับสัตว์ป่ามากเท่าไร พวกมันก็ยิ่งช่วยเหลือ เช่น ช่วยพรวนดินให้พืชโตไว หรือแอบเอาของขวัญมาฝากถึงบ้าน
ด้านการเกษตร ซิมปลูกพืชผักในแปลงเกษตรได้ตามปกติ หรือจะทุ่มเวลาปลูกพืชไซส์ยักษ์ (Oversized Crop) อย่างฟักทองลูกโตก็ได้ ผลผลิตที่ได้นำไปทำอาหาร ทำแยม หรือเก็บไว้ประกวดในงานประจำสัปดาห์ก็ได้ทั้งนั้น
งาน Finchwick Fair คืออีเวนต์รายสัปดาห์ที่หมุนเวียนธีมการประกวด 5 แบบ ได้แก่ Chicken Fair ตัดสินจากไก่และไข่ไก่ที่นำมาโชว์ Garden Fair ให้ประกวดทั้งพายฝีมือทำเองและผักผลไม้ที่ปลูกเอง Oversized Crop Fair เวทีของพืชไซส์ยักษ์อย่างฟักทองลูกโต Llama Fair ที่นำลามะพร้อมขนที่เก็บได้มาประกวด และ Cow Fair ที่ตัดสินทั้งวัวและนมวัวรสเยี่ยม ผู้ชนะแต่ละสัปดาห์ได้ริบบิ้นสะสมและรางวัลพิเศษกลับบ้านไป โดยมีนายกเทศมนตรี Lavina Chopra นั่งเก้าอี้กรรมการตัดสินเองทุกครั้ง
จุดเด่นที่ต้องไปเยือน
The Gnome’s Arms คือผับประจำเมืองใน Finchwick ของครอบครัว Scott เป็นจุดนัดพบสังสรรค์หลักของชาวเมือง ชื่อผับยังล้อกับธีมโนมสวน (Garden Gnome) ที่เป็นอีกหนึ่งจุดขายของแพ็คนี้ เพราะซิมสามารถเก็บสะสมโนมสวนหลากหลายแบบ และถ้าทำพิธีกรรมพิเศษให้ถูกต้อง โนมบางตัวก็ตื่นขึ้นมามีชีวิตได้จริงๆ
จัตุรัสกลาง Finchwick เต็มไปด้วยแผงขายของและสวนดอกไม้ เหมาะกับการเดินเล่นชมบรรยากาศหมู่บ้าน ส่วนใครที่ชอบธรรมชาติ ต้องไม่พลาด Cordelia Falls ใน The Bramblewood น้ำตกที่ตำนานท้องถิ่นเล่าขานว่าเปลี่ยนชีวิตคนที่ได้มาเยือนได้ และ Isle of Volpe ซากปรักหักพังกลางป่าที่ซ่อนเรื่องราวโรแมนติกไว้เบื้องหลัง
เกร็ดความรู้
ใครที่สั่งซื้อ Cottage Living ล่วงหน้าช่วงเปิดตัวจะได้โนมพิเศษชื่อ "Onward" the Adventurous Gnome ซึ่งมีเรื่องเล่าประกอบมาด้วยว่าเดิมทีอาศัยอยู่ในต้นไม้ใหญ่ คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ จนวันหนึ่งได้ผูกมิตรกับไก่ที่โตจนตัวใหญ่มหึมา แล้วออกเดินทางท่องทุ่งด้วยกันตลอดไป เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าโนมสวนในเมืองนี้ไม่ใช่แค่ของประดับ แต่มีเรื่องราวเฉพาะตัวผูกอยู่
อีกจุดที่น่าสนใจคือชื่อย่าน Old New Henford ที่ฟังดูซ้ำซ้อนตลกๆ แท้จริงแล้วมาจากประวัติศาสตร์การเปลี่ยนชื่อของหมู่บ้านจริงถึงสามครั้ง สะท้อนอารมณ์ขันแบบอังกฤษที่ทีมออกแบบใส่ไว้ในรายละเอียดเล็กๆ ทั่วทั้งเมือง
