The Sims 3: Into the Future

หลังจากพาซิมส์ไปสำรวจโลกอดีต มหาวิทยาลัย และเกาะลอยน้ำมาแล้ว EA ก็พาซิมส์กระโดดข้ามกาลเวลาไปสู่อนาคตเป็นครั้งสุดท้ายใน The Sims 3: Into the Future ซึ่งเป็น Expansion Pack ตัวที่ 11 และเป็นตัวสุดท้ายของซีรีส์ก่อนที่ The Sims 4 จะเข้ามาแทนที่ในปีถัดไป

เบื้องหลังการพัฒนา

Into the Future ถูกประกาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2013 ในการถ่ายทอดสดของ EA แต่ตอนนั้นเกมยังอยู่ในช่วงต้นของการพัฒนาและยังไม่มีชื่อเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แนวคิดของแพ็คถูกขัดเกลาตลอดทั้งปีก่อนจะวางจำหน่ายจริงเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2013 แม้แต่ชื่อโลกใหม่ก็ยังถูกเปลี่ยนระหว่างการพัฒนา จากเดิมที่ชื่ออาร์คาเดีย แลนดิ้ง (Arcadia Landing) เป็นโอเอซิส แลนดิ้ง (Oasis Landing) ก่อนวางจำหน่ายจริง

โลกใหม่: โอเอซิสแลนดิ้ง (อนาคต)

หัวใจของ Into the Future คือเครื่องมือท่องเวลา (Time Portal) ที่ซิมส์ได้รับพร้อมกับไอเทม Almanac of Time เพื่อเดินทางข้ามมิติเวลาไปยังโอเอซิสแลนดิ้ง ซึ่งเป็นชุมชนย่อยแห่งอนาคตสุดล้ำสมัย ผู้มอบไอเทมนี้คือนักเดินทางข้ามมิติเวลาชื่อ เอมิต เรเลโวาร์ต (Emit Relevart) ซึ่งเป็นชื่อที่สะกดกลับของคำว่า Time Traveler เป็นการเล่นคำที่อาจเป็นการอ้างอิงถึงเอ็มเมท ด็อก บราวน์ จากซีรีส์ Back to the Future

เมื่อเดินทางไปยังโอเอซิสแลนดิ้ง ซิมส์จะเลือกเหตุการณ์อนาคตได้หนึ่งเดียวจากสามแบบ อนาคตทั่วไป อนาคตแบบดิสโทเปีย (โลกมืดมน) หรืออนาคตแบบยูโทเปีย (โลกอนาคตสดใส) โดยเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง ขณะที่ซิมส์อยู่ในอนาคต เวลาในโลกปัจจุบันจะหยุดนิ่ง ทำให้ซิมส์สามารถอยู่ในโอเอซิสแลนดิ้งได้นานเท่าไหร่ก็ได้

ทิวทัศน์โอเอซิสแลนดิ้ง โลกอนาคตใน The Sims 3: Into the Future

สิ่งที่ห้ามพลาด

ห้ามพลาดการสำรวจโลกอนาคตทั้งสองเวอร์ชัน เพื่อเห็นความแตกต่างสุดขั้วระหว่างโลกที่เต็มไปด้วยความหวังกับโลกที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ซิมส์สามารถนำความรู้และทรัพยากรที่สะสมจากอนาคตกลับมายังปัจจุบันเพื่อเปลี่ยนเส้นทางชะตากรรมของลูกหลานตนเอง เป็นกลไกที่สร้างความสนุกจากการเปลี่ยนเส้นเรื่องของลูกหลานด้วยตัวเอง

การออกแบบโลกอนาคตและอุปกรณ์ล้ำสมัย

การออกแบบโอเอซิสแลนดิ้งเน้นสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างสองอนาคต อนาคตแบบดิสโทเปียเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเหตุการณ์วันสิ้นโลกอย่างอุกกาบาตถล่ม ส่วนอนาคตแบบยูโทเปียกลับดูสดใสเขียวชอุ่ม เต็มไปด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล

ซิมส์ที่เดินทางไปอนาคตจะได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น รถลอยฟ้า (Hover Car) เจ็ตแพ็ค กระดานลอยฟ้า (Hoverboard) และรถไฟลอยฟ้า ZEPHYR สำหรับเดินทางในโอเอซิสแลนดิ้ง นอกจากนี้ยังมีอาชีพใหม่ที่ทำได้เฉพาะผู้อาศัยในโอเอซิสแลนดิ้งเท่านั้น คือนักดาราศาสตร์ (Astronomer) และเจ้าหน้าที่สนามแข่งหุ่นยนต์ (Bot Arena)

เกมเพลย์ที่มีเอกลักษณ์อีกอย่างของแพ็คนี้คือพลัมบอท (Plumbot) หุ่นยนต์ที่ซิมส์สามารถสร้างขึ้นมาเป็นสมาชิกครอบครัวได้ผ่านสกิล Bot Building พลัมบอทมีชิปคุณสมบัติ (Trait Chip) ที่ปรับแต่งได้ เช่น Sentience (มีสำนึกรับรู้) Solar Powered (ใช้พลังงานแสงอาทิตย์) หรือ Simulated Emotions (จำลองอารมณ์) ซึ่งเป็นกลไกที่สร้างความหลากหลายใหม่ให้กับการเล่นอย่างมาก

จุดจบที่สมบูรณ์ของซีรีส์ The Sims 3

การกลับมาของธีมเดินทางข้ามเวลาอีกครั้งทำให้ Into the Future เป็นแพ็คที่แฟน The Sims 3 จำนวนมากมองว่าเป็นการปิดฉากซีรีส์ได้อย่างเหมาะสม ทีมงานออกแบบเนื้อหาให้สำรวจมิติเวลาแทนที่จะเน้นการสะสมของสะสมเหมือน Expansion Pack อื่น ๆ ที่ผ่านมา ผู้เล่นจำนวนมากมักเลือกเดินทางไปสำรวจอนาคตแบบดิสโทเปียก่อน เพื่อเก็บเกี่ยวเหตุการณ์เนื้อเรื่องทั้งหมด ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางไปยังอนาคตแบบยูโทเปียในภายหลัง เป็นการปิดฉากที่เหมาะกับเกมที่เน้นการสำรวจโลกและจำลองชีวิตสมมติมาตั้งแต่ต้น และสร้างความทรงจำให้แฟน ๆ มานานกว่าทศวรรษ

เกร็ดความรู้

ชื่อ เอมิต เรเลโวาร์ต เมื่ออ่านกลับหลังจะกลายเป็น Time Traveler พอดี ซึ่งเป็นการเล่นคำของทีมออกแบบที่แฟนสังเกตหลังเกมวางจำหน่ายมานานหลายปี เนื่องจากเป็น Expansion Pack ชิ้นสุดท้ายของ The Sims 3 ก่อน The Sims 4 จะเข้ามาแทนที่ ปัจจุบัน The Sims 4 ยังไม่เคยมี Expansion Pack แนวเดินทางข้ามเวลาอย่างเต็มรูปแบบมาก่อน

แหล่งอ้างอิง